| อาจารย์สุรัตน์ยกตัวอย่างงานวิจัยทางสภาพอากาศที่เคยทำการศึกษาให้ฟังว่า ครั้งนั้นเลือก จ.สมุทรปราการ เป็นพื้นที่ศึกษา เนื่องจากมีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่เป็นจำนวนมากผลการศึกษาพบว่า ฝุ่นละอองที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม และฝุ่นควันที่เกิดจากการเผาหญ้า มีก๊าซคาร์บอน โพแทสเซียม ทำให้คนที่สูดดมเกิดอาการเจ็บคอ นำสู่การติดเชื้อได้ง่าย ไม่ต่างอะไรจากสิ่งที่ประชาชนไม่น้อยในจังหวัดทางภาคเหนือประสบอยู่ตอนนี้จังหวัดที่เผชิญภาวะฝุ่นควันหนักๆ ของไทย คือ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สระบุรี เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน วิธีป้องกันตนเองขั้นต้นจากปัญหาฝุ่นละอองและหมอกควัน คือ การใช้หน้ากากป้องกันฝุ่นละออง หากเป็นหน้ากากผ้าธรรมดาจะไม่สามารถป้องกันฝุ่นขนาดเล็ก 2.5 ไมครอนที่สามารถเข้าไปถึงส่วนลึกของปอดได้ เว้นแต่จะใช้หน้ากาก N95 หรือ N99 ที่สามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็ก" อาจารย์สุรัตน์บอก
ด้าน นพ.พงศ์เทพ วิวรรธนะเดช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ค่าปริมาณมาตรฐานของฝุ่นละอองที่คนทั่วไปสามารถทนอยู่ได้โดยไม่เกิดอันตรายอยู่ที่ 120 ไมโครกรัมแต่ภาวะฝุ่นควันที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ถือเป็นสถิติใหม่ เพราะสูงถึงราว 300 ไมโครกรัม ซึ่งสภาวะอากาศแบบนี้ถือเป็นอันตรายต่อบุคคลที่ป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพองและหอบหืด นพ.พงศ์เทพเล่าถึงผลการวิจัยเรื่องหมอกควันที่ทำไว้เมื่อปี 2547 ว่า ครั้งนั้นได้นำผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด 208 คนที่อาศัยอยู่ในเชียงใหม่และลำพูนมาตรวจวัดความจุปอด ซื้อเครื่องวัดให้คนไข้นำกลับไปวัดเองที่บ้าน และตรวจสอบเก็บข้อมูลทุกวัน จากนั้นนำข้อมูลจากคนไข้มาตรวจสอบกับคุณภาพอากาศ พบว่ามีความสัมพันธ์กัน คือ หากวันใดมีฝุ่นละอองสูง วันนั้นความจุปอดของคนไข้จะลดลง คนไข้ต้องหายใจถี่และเร็วเพื่อให้อากาศเพียงพอกับร่างกาย ส่วนวันไหนที่ฝุ่นละอองน้อย ความจุปอดจะเพิ่มขึ้นจึงสรุปได้ว่า ฝุ่นละอองในอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องทางเดินหายใจ"หากยังมีการเผาป่าอยู่ ปอดของคนในพื้นที่นั้นก็จะยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ "แต่เรื่องของอากาศจะมองเป็นเรื่องของที่ใดที่หนึ่งไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด ไฟไหม้ป่าที่กาญจนบุรีอาจส่งผลถึงเชียงใหม่ก็ได้ เพราะอากาศไม่ได้อยู่กับที่ อากาศมีการหมุนเวียน ฝุ่นก็เช่นกัน" นพ.พงศ์เทพสรุป
มีหมอกควันอย่างนี้แล้ว จึงมีคำถามตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ว่า เกิดขึ้นเพราะปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "เอลนินโญ่" หรือ "ลานินญ่า" หรือไม่?อาจารย์สุรัตน์เล่าว่า ปรากฏการณ์เอลนินโญ่-ลานินญ่า เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ระยะเวลาการเกิดอาจใช้เวลา 4-5 ปี ถึงเกิด 1 ครั้ง หรือ 10 ปีเกิด 1 ครั้ง ก็ได้ และเมื่อปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นก็จะมีผลกระทบตามมา เช่น หากเกิดปรากฏการณ์ลานินญ่า ทำให้เกิดน้ำท่วมมากกว่าเดิม แต่ถ้าเกิดปรากฏการณ์เอลนินโญ่ ก็จะทำให้เกิดความแห้งแล้ง "ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดทางภาคเหนือของไทยตอนนี้ เป็นผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนินโญ่ เกิดขึ้นจากมวลอากาศร้อนแห้งไม่มีความชื้น เกิดภาวะอุณหภูมิแปรผัน อุณหภูมิสูงเพิ่มขึ้น ทำให้อากาศร้อนแห้งเกิดไฟป่ามากขึ้น" อาจารย์สุรัตน์ กล่าวถึงสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ เอลนินโญ่-ลานินญ่า คือ ภาวะเรือนกระจก ที่ทำให้ปรากฏการณ์เหล่านี้รุนแรงขึ้น เห็นได้จากปีที่ผ่านมาที่ประเทศไทยได้เจอกับปรากฏการณ์ลานินญ่าไปแล้ว ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมากจากน้ำท่วมหนัก "ถ้ายังปล่อยอยู่ ภาวะเรือนกระจกเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเกิดปรากฏการณ
์
เอลนินโญ่-ลานินญ่า บ่อยขึ้น" |