หน้าหลัก |  ติดต่อเรา  |       
 

รู้จักโครงการ
โรงเรียนในเครือข่าย
แนวทางการจัดการเรียนรู้
เรื่องเล่าคราวเยี่ยมเยือน
คุยกับนายทองดี
 
 
 
 

หมอกควันคลุ้งเมืองเหนือ ปรากฏการณ์เอลนินโญ่-ลานินญ่า?

ที่มา: www.matichon.co.th
วันที่ 21 มีนาคม 2550

 
           ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ประชาชนที่อาศัยในแถบภาคเหนือตอนบน เช่น จ.เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ฯลฯ ต้องเผชิญภาวะหมอกควันหนาทึบ แม้หมอกควันจะเป็นเรื่องธรรมดาของหลายจังหวัดดังกล่าวมา แต่เพราะปีนี้การเผาป่าเยอะขึ้น ประกอบกับมวลอากาศต่ำ สภาพของบางพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ บ้างก็ว่าธุรกิจหมูกระทะเป็นอีกสาเหตุร่วม หมอกควันจึงระบายออกไปได้ยาก บางจุดมีปริมาณฝุ่นละอองถึงราว 300 ไมโครกรัม ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจของประชาชนในพื้นที่ เกิดเป็นปัญหาสาหัสที่หลายฝ่ายยังหาทางแก้ไขบรรเทากันอยู่ในขณะนี้"ขาดน้ำยังพออยู่ได้หลายวัน แต่ขาดอากาศไม่กี่นาทีก็แย่แล้ว

          "สภาพอากาศของเชียงใหม่ตอนนี้เหมือนทัพเพอร์แวร์ คือ เป็นกล่องที่มีฝาปิด พอมีการเผาป่า มีมลพิษ พวกฝุ่นควันหมอกควันก็เกิดขึ้นแล้วค้างอยู่อย่างนั้น" สุรัตน์ บัวเลิศ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอากาศ กล่าวเปิดประเด็นแล้วพูดถึงปริมาณฝุ่นละอองที่วัดเป็นหน่วยไมโครกรัมว่า “จริงๆ แล้วไม่ได้มีการกำหนดมาตรฐานชัดเจนว่าต้องเท่าใดถึงจะเกิดอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เพราะสภาพร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนที่มีสุขภาพแข็งแรงอาจทนต่อสภาพฝุ่นควันที่เกิดขึ้นได้หลายวันก่อนแสดงอาการ ขณะที่หากเป็นเด็ก คนชรา หรือผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ สูดดมฝุ่นควันเข้าไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็อาจเกิดอาการไม่สบายได้”

  
           อาจารย์สุรัตน์ยกตัวอย่างงานวิจัยทางสภาพอากาศที่เคยทำการศึกษาให้ฟังว่า ครั้งนั้นเลือก จ.สมุทรปราการ เป็นพื้นที่ศึกษา เนื่องจากมีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่เป็นจำนวนมากผลการศึกษาพบว่า ฝุ่นละอองที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม และฝุ่นควันที่เกิดจากการเผาหญ้า มีก๊าซคาร์บอน โพแทสเซียม ทำให้คนที่สูดดมเกิดอาการเจ็บคอ นำสู่การติดเชื้อได้ง่าย ไม่ต่างอะไรจากสิ่งที่ประชาชนไม่น้อยในจังหวัดทางภาคเหนือประสบอยู่ตอนนี้จังหวัดที่เผชิญภาวะฝุ่นควันหนักๆ ของไทย คือ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สระบุรี เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน วิธีป้องกันตนเองขั้นต้นจากปัญหาฝุ่นละอองและหมอกควัน คือ การใช้หน้ากากป้องกันฝุ่นละออง หากเป็นหน้ากากผ้าธรรมดาจะไม่สามารถป้องกันฝุ่นขนาดเล็ก 2.5 ไมครอนที่สามารถเข้าไปถึงส่วนลึกของปอดได้ เว้นแต่จะใช้หน้ากาก N95 หรือ N99 ที่สามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็ก" อาจารย์สุรัตน์บอก

          ด้าน นพ.พงศ์เทพ วิวรรธนะเดช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า “ค่าปริมาณมาตรฐานของฝุ่นละอองที่คนทั่วไปสามารถทนอยู่ได้โดยไม่เกิดอันตรายอยู่ที่ 120 ไมโครกรัมแต่ภาวะฝุ่นควันที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ถือเป็นสถิติใหม่ เพราะสูงถึงราว 300 ไมโครกรัม ซึ่งสภาวะอากาศแบบนี้ถือเป็นอันตรายต่อบุคคลที่ป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพองและหอบหืด นพ.พงศ์เทพเล่าถึงผลการวิจัยเรื่องหมอกควันที่ทำไว้เมื่อปี 2547 ว่า ครั้งนั้นได้นำผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด 208 คนที่อาศัยอยู่ในเชียงใหม่และลำพูนมาตรวจวัดความจุปอด ซื้อเครื่องวัดให้คนไข้นำกลับไปวัดเองที่บ้าน และตรวจสอบเก็บข้อมูลทุกวัน จากนั้นนำข้อมูลจากคนไข้มาตรวจสอบกับคุณภาพอากาศ พบว่ามีความสัมพันธ์กัน คือ หากวันใดมีฝุ่นละอองสูง วันนั้นความจุปอดของคนไข้จะลดลง คนไข้ต้องหายใจถี่และเร็วเพื่อให้อากาศเพียงพอกับร่างกาย ส่วนวันไหนที่ฝุ่นละอองน้อย ความจุปอดจะเพิ่มขึ้นจึงสรุปได้ว่า ฝุ่นละอองในอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องทางเดินหายใจ"หากยังมีการเผาป่าอยู่ ปอดของคนในพื้นที่นั้นก็จะยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ "แต่เรื่องของอากาศจะมองเป็นเรื่องของที่ใดที่หนึ่งไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด ไฟไหม้ป่าที่กาญจนบุรีอาจส่งผลถึงเชียงใหม่ก็ได้ เพราะอากาศไม่ได้อยู่กับที่ อากาศมีการหมุนเวียน ฝุ่นก็เช่นกัน" นพ.พงศ์เทพสรุป

          มีหมอกควันอย่างนี้แล้ว จึงมีคำถามตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ว่า เกิดขึ้นเพราะปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "เอลนินโญ่" หรือ "ลานินญ่า" หรือไม่?อาจารย์สุรัตน์เล่าว่า ปรากฏการณ์เอลนินโญ่-ลานินญ่า เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ระยะเวลาการเกิดอาจใช้เวลา 4-5 ปี ถึงเกิด 1 ครั้ง หรือ 10 ปีเกิด 1 ครั้ง ก็ได้ และเมื่อปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นก็จะมีผลกระทบตามมา เช่น หากเกิดปรากฏการณ์ลานินญ่า ทำให้เกิดน้ำท่วมมากกว่าเดิม แต่ถ้าเกิดปรากฏการณ์เอลนินโญ่ ก็จะทำให้เกิดความแห้งแล้ง "ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดทางภาคเหนือของไทยตอนนี้ เป็นผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนินโญ่ เกิดขึ้นจากมวลอากาศร้อนแห้งไม่มีความชื้น เกิดภาวะอุณหภูมิแปรผัน อุณหภูมิสูงเพิ่มขึ้น ทำให้อากาศร้อนแห้งเกิดไฟป่ามากขึ้น"

          อาจารย์สุรัตน์ กล่าวถึงสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ เอลนินโญ่-ลานินญ่า คือ ภาวะเรือนกระจก ที่ทำให้ปรากฏการณ์เหล่านี้รุนแรงขึ้น เห็นได้จากปีที่ผ่านมาที่ประเทศไทยได้เจอกับปรากฏการณ์ลานินญ่าไปแล้ว ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมากจากน้ำท่วมหนัก "ถ้ายังปล่อยอยู่ ภาวะเรือนกระจกเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเกิดปรากฏการณ ์
เอลนินโญ่-ลานินญ่า บ่อยขึ้น"

นักวิทยาศาสตร์อีกคนหนึ่งที่ศึกษาปรากฏการณ์ เอลนินโญ่-ลานินญ่า คือ ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า ในช่วงนี้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเห็นพ้องกันว่า ที่สภาพอากาศของโลกแปรปรวนอยู่ในขณะนี้เกิดจากภาวะโลกร้อน และผู้เชี่ยวชาญของสหรัฐอเมริกาก็ระบุว่า ขณะนี้ทั่วโลกกำลังประสบปัญหาจากอากาศร้อนและอากาศหนาว ซึ่งเป็นผลพวงมาจาก เอลนินโญ่-ลานินญ่า
          อาจารย์ธนวัฒน์อธิบายต่อว่า ในภาวะที่ผิดปกติ ปรากฏการณ์เอลนินโญ่มักจะนำฝนแถบประเทศไทยดึงความชื้นทั้งหมดขึ้นสู่อากาศกลายเป็นฝนไปตกยังทวีปอเมริกา แต่ปรากฏการณ์ลานินญ่าจะตรงกันข้าม คือ การพัดพาจะกลับทิศ จะนำความชื้นแถบอเมริกาใต้พัดขึ้นลอยสู่อากาศมาตกแถวประเทศไทย ช่วงหลังจะมีงานวิจัยออกมาว่าภาวะโลกร้อนมีผลให้ปรากฏการณ์ เอลนินโญ่-ลานินญ่า เกิดบ่อยขึ้น และความรุนแรงจะมากขึ้น"ขณะนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกาเกิดลานินญ่า คือ มีฝน หิมะ จำนวนมาก ขณะที่ในประเทศไทยกลับอยู่ในสภาพที่อากาศร้อน ซึ่งเป็นผลพวงของเอลนินโญ่ แต่เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้โดยตรง จึงต้องคอยดูผลพวงของเอลนินโญ่ต่อไป "
อาจารย์ธนวัฒน์ เล่าว่า ปกติแล้วปรากฏการณ์ เอลนินโญ่-ลานินญ่า จะมาสลับกันไปมา แต่ละครั้งจะมีช่วงไม่แน่นอน บางครั้งอาจทิ้งช่วงเวลา 3-4 ปีถึงมีครั้งหนึ่ง ที่สำคัญไม่มีการกำหนดตายตัวว่าเมื่อเกิดปรากฏการณ์เหล่านี้แล้วจะไม่เกิดอีก ดังนั้น ต้องระวังตัวเตรียมพร้อมรับมือไว้ตลอดเวลา อาจารย์คนเดิมบอกอีกว่า การเตรียมรับมือต้องเฝ้าระวังหมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง เพราะเมื่อเกิดลานินญ่าจะมีฝนมาก เกิดภาวะน้ำมาก แผ่นดินถล่มจะมีมาก ต่อไปนี้ทั่วโลกต้องประสบภาวะแปรปรวนของอากาศ หลายพื้นที่ของโลกน่าเป็นห่วง"ผมขอเตือนคนไทยให้ระวังเรื่องพายุฤดูร้อน ฟ้าคะนอง ลูกเห็บตก เพราะจากสถิติสิบปีที่ผ่านมา พายุฤดูร้อนทำให้คนถูกฟ้าผ่าตายประมาณ 50 คน และต่อไปนี้น่าจะมีผู้เสียชีวิตมากขึ้นเนื่องจากมีการใช้โทรศัพท์มือถือมากขึ้น ดังนั้นขออย่าออกไปที่โล่งแจ้ง อาจถูกฟ้าผ่าได้" อาจารย์ธนวัฒน์ฝากไว้ส่วนการสังเกตว่าจะเกิดปรากฏการณ์เอลนินโญ่หรือไม่นั้น อาจารย์อธิบายว่า ปรากฏการณ์เอลนินโญ่จะทำให้ฝนตกน้อยลง ให้สังเกตเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน หากฝนยังไม่มาก็ใกล้เคียงปรากฏการณ์เอลนินโญ่ ส่วนภาวะแล้งช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์-ต้นพฤษภาคม ที่หลายคนถามถึงนั้นคงไม่ใช่เอลนินโญ่-ลานินญ่า เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ต้องจับตามองกันให้ดี เพราะถ้าประมาท ไม่ใส่ใจ คิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ความเสียหายอาจมากกว่าที่คิด
 

 

โครงการโรงเรียนพิทักษ์ภูมิอากาศ
ดำเนินการโดย ฝ่ายกิจกรรมภาคสนาม สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย