หน้าหลัก |  ติดต่อเรา  |       
 

รู้จักโครงการ
โรงเรียนในเครือข่าย
แนวทางการจัดการเรียนรู้
เรื่องเล่าคราวเยี่ยมเยือน
คุยกับนายทองดี
 
 
 
 

บ้านเขาเมืองเรา: ภาวะโลกร้อน จุดพลิกผัน และวันโลกาวินาศ

ที่มา : www.bangkokbiznews.com 
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2550 

 
          ในการกล่าวคำปราศรัยประจำปีต่อรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช พูดถึงภาวะโลกร้อนว่าเป็นปัญหาร้ายแรง นั่นเป็นการเปลี่ยนท่าทีของเขาเป็นครั้งแรก เพราะในช่วงเวลา 6 ปีที่เขาเป็นประธานาธิบดี รัฐบาลอเมริกันไม่เคยใส่ใจในปัญหานี้อย่างจริงจังเลย ร้ายยิ่งกว่านั้น รัฐบาลของเขายังทำตัวเป็นผู้เอาเท้าราน้ำ เมื่อผู้อื่นพยายามจะพายเรือโดยไม่ยอมลงนามในพิธีสารเกียวโต ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกอีกด้วย สหรัฐจึงเป็นเพียงหนึ่งในสองประเทศเท่านั้น (อีกประเทศหนึ่งคือออสเตรเลีย) ที่ไม่ยอมร่วมลงนามในพิธีสารดังกล่าว การเปลี่ยนท่าทีของประธานาธิบดีบุชอาจอ่านได้หลายแง่ เช่น สหรัฐกำลังพ่ายแพ้สงครามในอิรักอย่างน่าอับอาย เขาจึงหาทางเบี่ยงเบนความสนใจไปสู่ประเด็นอื่น ตอนนี้ปัญหาโลกร้อนกำลังได้รับความสนใจจากชาวอเมริกันอย่างกว้างขวาง
ดังจะเห็นได้จากก่อนที่ประธานาธิบดีบุช จะกล่าวคำปราศรัย บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ ได้นัดพบกันในกรุงวอชิงตัน เพื่อกดดันให้รัฐบาล เปลี่ยนนโยบายเกี่ยวกับโลกร้อน และเมื่อตอนกลางปีที่แล้วรัฐต่างๆ ได้ฟ้องศาลให้รัฐบาลกลางเปลี่ยนโยบาย ฉะนั้นจึงต้องดูกันต่อไปว่า รัฐบาลอเมริกันจะเปลี่ยนนโยบาย ในเร็ววันนี้ หรือว่าการพูด ของประธานาธิบดีบุชเป็นเพียง การเบี่ยงเบนประเด็นและเพื่อหาคะแนนนิยม พร้อมๆ กันกับการกล่าวคำปราศรัย ของประธานาธิบดีบุช การประชุมทางเศรษฐกิจ ประจำปีที่เมืองดาวอสก็นำเรื่องภาวะโลกร้อน ขึ้นมาปรึกษากัน นอกจากนั้น รัฐบาลออสเตรเลียถูกโจมตีอย่างหนัก จากนักวิชาการชาวออสเตรเลีย เช่น Tim Flannery ด้วย ก่อนนั้น เพียงสัปดาห์เดียว กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ด้านปรมาณูได้เลื่อนเข็มนาฬิกา แห่งวันโลกาวินาศ (Doomsday Clock) ให้เข้าใกล้เวลา "เที่ยงคืน" เข้าไปอีก 2 นาที นั่นหมายความว่า ในความเห็นของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ โลกเหลือเวลาอีกเพียง 5 นาทีก่อนที่จะถึงวันโลกาวินาศ หนึ่งในปัจจัยที่กระตุ้น ให้นักวิทยาศาสตร์เปลี่ยนเข็มนาฬิกาดังกล่าว ได้แก่ภาวะโลกร้อน เป็นไปได้ว่า ในไม่ช้ารัฐบาลอเมริกัน และรัฐบาลออสเตรเลีย จะเปลี่ยนนโยบายไปในทางที่โลกต้องการ


ผู้ที่อ่านหนังสือเรื่อง The Chaos Point ของ Irvin Laszlo และเชื่อในคำทำนายของเขาคงเฝ้ารอการเปลี่ยนนั้นอย่างใจจดใจจ่อ เพราะการเปลี่ยนนโยบายดังกล่าว จะเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันมิให้โลกเดินเข้าสู่จุดพลิกผันอันสำคัญยิ่งในปี 2555

          กลับมาที่ภาวะโลกร้อน ตอนนี้มีหนังสือพิมพ์ออกมามากมาย เช่น Berger, John J. Beating the Heat : Why and How We Must Combat Global Warming ; Flannery, Tim. The Weather Makers : How Man Is Changing the Climate and What It Means for Life on Earth ; Gelbspan, Ross. Boiling Point : How Politicians, Big Oil and Coal, Journalists, and Activists Have Fueled the Climate Crisis-and What We Can Do to Avert Disaster ; Gelbspan, Ross. The Heat Is On : The High Stakes Battle over Earth's Threatened Climate ; Gore, Al. An Inconvenient Truth : The Planetary Emergency of Global Warming and What We Can Do about It ; Kolbert, Elizabeth. Field Notes from a Catastrophe : Man, Nature, and Climate Change ; Linden, Eugene. The Winds of Change : Climate, Weather, and the Destruction of Civilizations ; Lovelock, James. The Revenge of Gaia : Earth's Climate Crisis & The Fate of Humanity ; Lynas, Mark. High Tide : The Truth about Our Climate Crisis ; Michaels, Patrick J. Meltdown : The Predictable Distortion of Global Warming by Scientists, Politicians, and the Media ; Michaels, Patrick J. and Robert C. Balling, Jr. The Satanic Gases : Clearing the Air about Global Warming ; Weart, Spencer R. The Discovery of Global Warming.  

 

Irvin Laszlo ได้ใช้ทฤษฎีโกลาหล (Chaos Theory) ทำนายไว้ว่า จากวันนี้ถึงปี 2555 หากชาวโลกยังยึดพฤติกรรมดังที่ทำกันมา รวมทั้งการใช้พลังงานมากมาย จนทำให้เกิดภาวะโลกร้อนด้วย โลกจะเดินเข้าสู่ทางล่มสลายแบบกู่ไม่กลับในปี 2555 อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่าขณะนี้ยังไม่สายเกินไป ชาวโลกยังมีเวลาเหลืออีก 5 ปี ที่จะเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งจะทำให้โลกเปลี่ยนไปเดินเข้าสู่ทางแห่งความยั่งยืน

 

 

          หนังสือที่อ่านง่ายที่สุดได้แก่ของอดีตรองประธานาธิบดี Al Gore เรื่อง An Inconvenient Truth ซึ่งนำเสนอแบบง่ายๆ พร้อมกับมีรูปถ่ายสวยๆ ประกอบตลอดทั้งเล่ม รวมทั้งรูปชาวนาไทยในจังหวัดปัตตานีด้วย หนังสือเล่มนี้มีภาพยนตร์ประกอบซึ่งเคยเข้ามาฉายในเมืองไทยแล้ว ส่วนเล่มอื่นมีความยากง่ายต่างกัน  ผู้ที่คิดจะไปอ่านควรทราบก่อนว่า สองเรื่องที่ Patrick Michaels เขียนคือ Meltdown กับ The Satanic Gases นั้น ไม่เชื่อว่าภาวะโลกร้อนเป็นความจริงหรือร้ายแรงอะไรมากนัก นอกจากเป็นเพียงสถานการณ์ "กระต่ายตื่นตูม" ของพวกต่อต้านความก้าวหน้า อย่างไรก็ตาม มีข่าวว่าเขารับเงินจากบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ จนกลายเป็นพวกเมธีบริกรซึ่งก็มีอยู่บ้างในอเมริกา
ภาวะโลกร้อนจะนำโลกไปไหนยังไม่มีใครรู้แน่นอน เพราะในช่วงหนึ่งแสนปีที่ผ่านมา โลกไม่เคยร้อนเท่าในปัจจุบัน หากเรามองว่าภาวะโลกร้อนเป็นผลของกิจกรรมที่มนุษย์ทำให้สิ่งแวดล้อม เปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง เราอาจใช้การศึกษาอารยธรรมที่ล่มสลายไปในอดีตเพราะการทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นกรอบอ้างอิง สำหรับผู้ที่พอมีเวลาและอ่านภาษาอังกฤษได้ ขอแนะนำให้อ่านเรื่อง The Winds of Change ของ Eugene Linden และอีกสองเรื่องคือ Collapse : How Societies Choose to Fail or Succeed ของ Jared Diamond และ One with Nineveh : Politics, Consumption, and the Human Future ของ Paulและ Anne Ehrlich เรื่องเหล่านี้จะบอกว่าการทำลายสิ่งแวดล้อม
          
           จากการได้เห็นข้อมูลในหนังสือเหล่านี้ และในที่อื่นอีกมากมาย ผมแน่ใจว่าปัญหาโลกร้อนหนักหนาสาหัส จนอาจทำให้เกิดจุดพลิกผันที่จะนำโลกไปสู่วันโลกาวินาศได้จริง แต่อย่าเชื่อผม ลองไปศึกษาดูให้รู้แน่แก่ใจเสียก่อนจะดีกว่า   ผมเชื่อมั่นว่า เมื่อศึกษาจนเข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้แล้ว ทุกคนจะเต็มใจหันไปดำเนินชีวิตแบบ "พอเพียง" หรือแบบ "เป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ผู้อื่นจะได้อยู่ได้ด้วย" ตามคำแนะนำของท่านมหาตมะ คานธี เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้ภาษาอังกฤษอย่างแตกฉาน เรามาช่วยกันเผยแพร่ประเด็นนี้จะดีไหม ? ตามคำทำนายของ Irvin Laszlo เราเหลือเวลาอีก 5 ปีที่จะทำเช่นนั้น

 

โครงการโรงเรียนพิทักษ์ภูมิอากาศ
ดำเนินการโดย ฝ่ายกิจกรรมภาคสนาม สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย