หน้าหลัก |  ติดต่อเรา  |       
 

รู้จักโครงการ
โรงเรียนในเครือข่าย
แนวทางการจัดการเรียนรู้
เรื่องเล่าคราวเยี่ยมเยือน
คุยกับนายทองดี
 
 
 
 
  มารู้จักโครงการโรงเรียนพิทักษ์ภูมิอากาศ
 
  เวลาที่เรามีอยู่
          เราต้องทำงานใหญ่อย่างนี้ในช่วงเวลาเพียง 12 เดือนเท่านั้น โดยเราเริ่มงานกันตั้งแต่เดือนมกราคม 2549 และจะสิ้นสุดโครงการในเดือนธันวาคม 2549 เพื่อให้บรรลุประสงค์ เราต้องทำอะไรบ้าง? จากวันที่เริ่มโครงการเป็นต้นมาจนถึงวันนี้ เราได้ดำเนินการกิจกรรมต่างๆ ไปแล้ว ดังนี้
1.  พัฒนา “ คู่มือแนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อพิทักษ์ภูมิอากาศ สำหรับครูที่สอนในช่วงชั้นที่ 3 ( ม .1-3) ฉบับร่าง ” ขึ้นมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
2.  คัดเลือก “ โรงเรียนนำร่อง ” เพื่อทดลองใช้คู่มือและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ฯ จำนวน 20 โรงเรียน
3.  จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ แนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อพิทักษ์ภูมิอากาศ ” เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจแก่ ผู้บริหารโรงเรียนและครู จาก 20 โรงเรียน เมื่อวันที่ 7-9 พ. ค.49
4.  ทีมงานและผู้เชี่ยวชาญ ได้ลงไปเยี่ยมเยือนให้กำลังใจและติดตามความก้าวหน้ารวมทั้งให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ฯ ทั้ง 20 โรงเรียนเมื่อเดือน ก. ย. 49 ที่ผ่านมา
5.  “ การสัมมนาสรุปบทเรียนและประสบการณ์การจัดการเรียนรู้เพื่อพิทักษ์ภูมิ อากาศ ” ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 29-31 ต. ค.49 ส่วนในอนาคต … เรากำลังมุ่งสู่กิจกรรมที่เหลืออยู่ ในการถ่ายทอดสิ่งที่ดีๆ ไปยังโรงเรียนอื่นๆ เพื่อให้เขานำเราไปเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้มาตรการทางการศึกษามาสร้าง “ คนรุ่นใหม่ ” ให้รู้จักความ “ พอเพียง ” เพื่อลดภาวะโลกร้อน
6.  เรากำลังพัฒนา “ เว็บไซต์ ” ของโครงการฯ เพื่อนำข้อมูลและประสบกาณ์ทั้งหมดของเราถ่ายทอดไปยังผู้ที่สนใจทั่วโลก
7.  เราจะจัด “ งานวันรวมพลังเครือข่ายโรงเรียนพิทักษ์ภูมิอากาศ ” เพื่อเผยแพร่ผลงานการจัดการเรียนรู้ฯและกิจกรรมที่ริเริ่มโดยคนรุ่นใหม่ ของ 20 โรงเรียนในโครงการนี้ ในระหว่างวันที่ 4-5 ธ. ค. 49 นี้ เนื่องในโอกาสวันสิ่งแดล้อมไทย โดยจะจัดร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะแจ้งรายละเอียดให้ท่านทราบต่อไป
 
  เราคาดหวังอะไรบ้างจากการทำโครงการนี้
ระดับโรงเรียน ...
1.  เราคาดหวังที่จะมีเครื่องมือการจัดการเรียนรู้ในเรื่องนี้ ได้แก่ “ คู่มือการจัดการเรียนรู้เพื่อพิทักษ์ภูมิอากาศ ” เพื่อประกอบการเรียนการสอนแก่ครูในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ได้นำมาเป็นแนวทางในการสร้างความรู้ ความเข้าใจและจิตสำนึกแก่เด็กนักเรียน ถึงผลกระทบของกิจกรรมต่างๆ ที่เดขึ้นในชีวิตประจำวันว่ามีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างไร อันจะนำมาซึ่งความตระหนักในการเลือกบริโภคและลดกิจกรรมที่จะก่อให้เกิดผลกระทบดังกล่าวได้อย่างเข้าใจมากขึ้น ดังคำเปรียบเปรยที่ว่า “ เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว ”
2.  เราคาดหวังว่าจะได้เห็น “ กิจกรรมรณรงค์ ” ในการช่วยลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรมในโรงเรียนที่มีส่วนร่วมระหว่างทุกภาคส่วน ได้แก่ โรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรธุรกิจเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน
3.  เราคาดหวังว่าอย่างน้อย 5 โรงเรียนจาก 20 โรงเรียน ที่เข้าร่วมในโครงการฯ กับเราจะสานต่อจนเกิด “ กลุ่มเด็กนักเรียนและครู ” ที่มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยสามารถเป็นวิทยากรที่จะให้ความรู้ในเรื่องดังกล่าวแก่โรงเรียนรอบข้างได้
4.  ท้ายสุด เราคาดหวังว่าประเทศเราจะมี “ โรงเรียนที่จะเป็นแบบอย่างที่ ” ในการร่วมกันรณรงค์เพื่อให้เกิดสภาพอากาศที่ดีกว่า อย่างน้อย 5 โรงเรียน จาก 20 โรงเรียน ซึ่งสามารถสนับสนุนให้เป็นสถานที่ศึกษาดูงานและแหล่งเรียนรู้เรื่อง Climate Change แก่ผู้ที่สนใจได้ในอนาคต
ระดับประเทศ ...
          เนื่องจากประเทศไทยของเรา ได้ลงนามสัตยาบันในพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดภาวะโลกร้อน ซึ่งพันธกิจ (missions) ของประเทศไทยซึ่งถือเป็นประเทศกำลังพัฒนา จะต้องทำการลดก๊าซเรือนกระจก โดยใช้ทางเลือกที่ “ ไม่เสียประโยชน์ (No Regrets)” ซึ่งนอกจากจะลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังช่วยพัฒนาเศรษฐกิจหรือรักษาสิ่งแวดล้อมภายในประเทศด้วย แต่เป็นที่ยอมรับกันว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่อาจแก้ไขด้วยมาตรการจากรัฐฝ่ายเดียว ชุมชนในสังคมในสังคมมีบทบาทที่สำคัญยิ่ง ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคธุรกิจเอกชนจะต้องช่วยกันสรรหานวตกรรมใหม่ๆ ในการลดสภาวะนี้ร่วมกัน ทั้งนี้ องค์กรด้านการศึกษา องค์กรอิสระ ตลอดจนครัวเรือนและบุคคลต่างก็สามารถช่วยให้มีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ไปสู่ทางที่ดีขึ้นได้ … ดังนั้น .. การริเริ่มโครงการนี้จึงนับเป็นกิจกรรมหนึ่งที่จะช่วย “ ประชาสัมพันธ์ ” ประเทศไทยว่ามีความใส่ใจในการผลักดันให้มีการรณรงค์ลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกและสภาวะโลกร้อน ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจหลังการให้สัตยาบันในพิธีสารเกียวโต รวมไปถึงพันธกิจในการ ร่วมลงนามรับรอง แผนปฏิบัติการ 21 (Agenda 21) ซึ่งถือเป็นแผนแม่บทของโลกที่ประเทศสมาชิกต้องตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และเห็นความ สำคัญที่จะต้องร่วมกันพิทักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในโลก โดยมุ่งเน้น การพัฒนาเศรษฐกิจที่รับผิด ชอบต่อสังคม ในขณะเดียวกันก็ให้การคุ้มครองฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเพื่อผลประโยชน์ของคนในรุ่นต่อไป ทั้งนี้ ได้เปิดโอกาสให้กลุ่มต่างๆ ในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางที่สุด ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกันต่อไปได้
 
< ย้อนกลับ   หน้าถัดไป >   
 

 

โครงการโรงเรียนพิทักษ์ภูมิอากาศ
ดำเนินการโดย ฝ่ายกิจกรรมภาคสนาม สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย